ประวัติจังหวัดบุรีรัมย์

บุรีรัมย์เป็นเมืองแห่งความรื่นรมย์ตามความหมายของชื่อเมืองที่น่าอยู่สำหรับ คนในท้องถิ่น และเป็นเมืองที่น่ามาเยือนสำหรับคนต่างถิ่น เมืองปราสาทหินในเขตจังหวัดบุรีรัมย์มากมีไปด้วยปราสาทหินใหญ่น้อย อันหมายถึงความรุ่งเรืองมาแต่อดีต
       จากการศึกษาของนักโบราณคดี พบหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์สมัยทราวดี และที่สำคัญที่สุดพบกระจายอยู่ทั่วไปในจังหวัดบุรีรัมย์มากคือ หลักฐานทางวัฒนธรรมของเขมรโบราณ ซึ่งมีทั้งปราสาทอิฐ และปราสาทหินเป็นจำนวนมากกว่า ๖๐ แห่ง รวมทั้งได้พบแหล่งโบราณคดีที่สำคัญคือ เตาเผา ภาชนะดินเผา และภาชนะดินเผาแบบที่เรียกว่า " เครื่องถ้วยเขมร " ซึ่งกำหนดอายุได้ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๕ ถึง ๑๘ อยู่ทั่วไป
        หลังจากสมัยของวัฒนธรรมขอมหรือเขมรโบราณแล้ว หลักฐานทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดบุรีรัมย์เริ่มมีขึ้นอีกครั้งตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยปรากฏชื่อว่าเป็นเมืองขึ้นของเมืองนครราชสีมาและปรากฏชื่อต่อมาในสมัยกรุงธนบุรี ถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ว่าบุรีรัมย์มีฐานะเป็นเมือง ๆ หนึ่ง จนถึง พ.ศ.๒๔๗๖ ได้มีการจัดระเบียบราชการบริหารส่วนภูมิภาคใหม่จึงได้ชื่อเป็นจังหวัดบุรีรัมย์มาจนถึงปัจจุบันนี้
       ชื่อเมืองบุรีรัมย์ไม่ปรากฏในเอกสารประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา และธนบุรีเฉพาะชื่อเมืองอื่น ซึ่งปัจจุบันเป็นอำเภอในจังหวัดบุรีรัมย์ ได้แก่ เมืองนางรอง เมืองพุทไธสง และเมืองประโคนชัย
        พ.ศ. ๒๓๑๙ รัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กรุงธนบุรี กรมการเมืองนครราชสีมา มีใบยอกเข้ามาว่าพระยานางรองคบคิดเป็นกบฏร่วมกับเจ้าโอ เจ้าอิน และอุปฮาดเมืองจำปาศักดิ์ จึงโปรดให้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อยังดำรงตำแหน่ง เจ้าพระยาจักรีเป็นแม่ทัพไปปราบจับตัวพระยานางรองประหารชีวิตและสมทบเจ้าพระยาสุรสีห์
(สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท) คุมกองทัพหัวเมืองฝ่ายเหนือยกไปตีเมืองจำปาศักดิ์ เมืองโขง และเมืองอัตปอ ได้ทั้ง ๓ เมือง ประหารชีวิต เจ้าโอ เจ้าอิน อุปฮาด เมืองจำปาศักดิ์ แล้วเกลี้ยกล่อมเมืองต่างๆ ใกล้เคียงให้สวามิภักดิ์ ได้แก่ เขมรป่าดง ตะลุบ สุรินทร์ สังขะ และเมืองขุขันธ์ รวบรวมผู้คนตั้งเมืองขึ้นในเขตขอมร้า เรียกว่า เมืองแปะ แต่งตั้งบุรีรัมย์บุตรเจ้าเมืองผไทสมัน ( พุทไธสง ) ให้เป็นเจ้าเมือง ซึ่งต่อมาได้เป็นพระยานครภักดี ประมาณปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือต้นราชการพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เปลี่ยนชื่อเมืองแปะเป็น " บุรีรัมย์ " ด้วยปรากฎว่าได้มีการแต่งตั้ง พระสำแดงฤทธิรงค์เป็นพระนครภักดีศรีนครา ผู้สำเร็จราชการเมืองบุรีรัมย์ขึ้น เมืองนครราชสีมาใน พ.ศ. ๒๔๑๑ เมืองบุรีรัมย์และเมืองนางรองผลัดกันมีความสำคัญเรื่อยมา
       พ.ศ. ๒๔๓๓  เมืองบุรีรัมย์โอนขึ้นไปขึ้นกับหัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ มีหนองคายเป็นศูนย์กลาง และเมืองบุรีรัมย์มีเมืองในสังกัด ๑ แห่ง คือเมืองนางรอง ต่อมาประมาณ พ.ศ. ๒๔๔๐-๒๔๔๑ เมืองบุรีรัมย์ได้กลับไปขึ้นกับมณฑลนครราชสีมาเรียกว่า
" บริเวณนางรอง " ประกอบด้วย เมืองบุรีรัมย์ นางรอง รัตนบุรี ประโคนชัย และพุทไธสง
       พ.ศ. ๒๔๔๒  มีประกาศเปลี่ยนชื่อมณฑลลาวเฉียงเป็น มณฑลฝ่ายตะวันตกเฉียงเหนือ มณฑลลาวพวนเป็นมณฑลฝ่ายเหนือ มณฑลลาวเป็นมณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ มณฑลเขมร เป็นมณฑลตะวันออกและในคราวนี้เปลี่ยนชื่อ บริเวณนางรองเป็น " เมืองนางรอง " มีฐานะเป็นเมืองจัตวา ตั้งที่ว่าการอยู่ที่เมืองบุรีรัมย์ แต่ตราตำแหน่งเป็นตราผู้ว่าการนางรอง กระทรวงมหาดไทยจึงได้ประกาศเปลี่ยนชื่อเมืองเป็น " บุรีรัมย์ " และเปลี่ยนตราตำแหน่งเป็นผู้ว่าราชการเมืองบุรีรัมย์ ตั้งแต่วันที่ ๓ สิงหาคม  พ.ศ. ๒๔๔๔ เป็นต้นมา
       พ.ศ. ๒๔๕๐ กระทรวงมหาดไทยปรับปรุงหัวเมืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้มณฑลนครราชสีมาประกอบด้วย ๓ เมือง ๑๗ อำเภอคือเมืองนครราชสีมา ๑๐ อำเภอ เมืองชัยภูมิ ๓ อำเภอ และเมืองบุรีรัมย์ ๔ อำเภอ คือ นางรอง พุทไธสง ประโคนชัย และรัตนบุรี ต่อมาได้มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. ๒๔๗๖  ขึ้น ยุบมณฑลนครราชสีมาจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคออกเป็นจังหวัด และอำเภอเมืองบุรีรัมย์จึงมีฐานะเป็น" จังหวัดบุรีรัมย์ " ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

สิ่งสำคัญที่สำรวจพบ
                ๑. มีเมืองและชุมชนโบราณ ๑๔๘ แห่ง  มีคูน้ำ คันดินคูเมืองล้อมรอบถึง ๓ ชั้นมีลักษณะของเมืองเป็นรูปทรงกลม
เกือบทั้งหมด
                ๒. มีการขุดพบพระธาตุรูปนาคปรก ที่บ้านเมืองฝ้าย อ.ลำปลายมาศ  และเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยทวาราวดีที่เก่าแก่ที่สุดที่มีในประเทศไทย
                ๓. จากหลักฐานทางสถาปัตยกรรม และเครื่องมือเครื่องใช้  เช่น  ปราสาทหินพนมรุ้ง ปราสาทหินเมืองต่ำ  เทวรูป
พระพุทธรูป  เครื่องปั้นดินเผาชนิดเผาแกร่ง   นักโบราณคดีหลายท่านกล่าวว่า ไม่พบในที่อื่นแม้แต่เขมรต่ำ (ประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย)
                 ๔.จากการก่อสร้างปราสาทหินพนมรุ้ง สันนิษฐานว่า สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นเทวสถานประกอบกิจทางศาสนาและเพื่อเป็นการเสริมสร้างบารมีของกษัตริย์ผู้มีอำนาจ

ข้อมูลทั่วไปจังหวัดบุรีรัมย์
คำว่า   " บุรีรัมย์ "  แปลว่า  " เมืองที่น่ารื่นรมย์ "
คำขวัญประจำจังหวัด  :  เมืองปราสาทหิน ถิ่นภูเขาไฟ ผ้าไหมสวย รวยวัฒนธรรม
ดอกไม้ประจำจังหวัด  :  ดอกฝ้ายคำ (Cochlospermum regium)
ต้นไม้ประจำจังหวัด    :  กาฬพฤกษ์ (Cassia grandis)
รูปเทวดาร่ายรำ หมายถึง ดินแดนแห่งเทพเจ้าผู้สร้าง ผู้ปราบยุคเข็ญ และผู้ประสาทสุข ท่ารำ หมายถึงความสำราญชื่นชมยินดี ซึ่งตรงกับพยางค์สุดท้ายของชื่อจังหวัด ปราสาทหินคือปราสาทเขาพนมรุ้งซึ่งมีกำแพงล้อมรอบ ภายในท้องพระโรงมีเทวสถาน จังหวัดบุรีรัมย์     ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีอาณาเขตติดต่อดังนี้
            ทิศเหนือ  ติดต่อกับจังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม และสุรินทร์
            ทิศตะวันออก  ติดต่อกับจังหวัดสุรินทร์
            ทิศใต้  ติดต่อกับจังหวัดสระแก้ว และประเทศกัมพูชา
            ทิศตะวันตก  ติดต่อกับจังหวัดนครราชสีมา
            จังหวัดบุรีรัมย์ มีพื้นที่ประมาณ ๑๐,๓๒๒ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๖,๔๕๑,๐๐๐ ไร่         
            ประชากร  ๑,๕๓๖,๗๒๒ คน ( พ.ศ. ๒๕๔๙)   ความหนาแน่น ๑๔๙ คน/ตารางกิโลเมตร การปกครองแบ่งออก
เป็น ๒๓ อำเภอ ๑๘๙ ตำบล ๒๒๑๒ หมู่บ้าน

1.   อำเภอเมืองบุรีรัมย์
2.   อำเภอคูเมือง
3.   อำเภอกระสัง
4.   อำเภอนางรอง
5.   อำเภอหนองกี่
6.   อำเภอละหานทราย
7.   อำเภอประโคนชัย
8.   อำเภอบ้านกรวด
9.   อำเภอพุทไธสง
10. อำเภอลำปลายมาศ
11. อำเภอสตึก
12. อำเภอปะคำ
13. อำเภอนาโพธิ์
14. อำเภอหนองหงส์
15. อำเภอพลับพลาชัย
16. อำเภอห้วยราช                          
17. อำเภอโนนสุวรรณ
18. อำเภอชำนิ
19. อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์
20. อำเภอโนนดินแดง
21. อำเภอบ้านด่าน
22. อำเภอแคนดง
23. อำเภอเฉลิมพระเกียรติ

เทศกาลงานประเพณี
๑. งานนมัสการพระเจ้าใหญ่ที่วัดหงษ์ บ้านศีรษะแรด ตำบลมะเฟือง อำเภอพุทไธสง จัดงานในวันเพ็ญเดือน ๓ เป็นงานที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะพระเจ้าใหญ่เป็นพระพุทธรูปที่ชาวบุรีรัมย์และชาวอีสานทั่วไปเลื่อมใสศรัทธามาก
๒. งานนมัสการรอยพระพุทธบาทจำลอง ที่เขากระโดง อำเภอเมือง จัดงานในวันเพ็ญเดือน ๓ เช่นกัน ประชาชนจะไปนมัสการรอบพระพุทธบาทจำลองและพระสุภัทรบพิตร ตลอดจนเที่ยวงานกันอย่างคับคั่ง
๓.  จัดขึ้นในเทศกาลสงกรานต์ กำหนดเป็นวันขึ้นเขาพนมรุ้ง จัดในวันเพ็ญ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ ของทุกปี
๔.  งานแข่งเรือ เป็นงานประเพณีของชาวอำเภอสตึกจัดแข่งในแม่น้ำมูลมีเรือจากอำเภอใกล้เคียงในจังหวัดสุรินทร์มาร่วม
แข่งขันจัดขึ้นวันเสาร์ อาทิตย์แรกของเดือนพฤศจิกายน
๕. งานมหกรรมว่าวอีสาน และงานขึ้นปล่อยภูเขาไฟกระโดง หลังจากฤดูเก็บเกี่ยวประมาณช่วงต้นเดือนธันวาคม ประมาณวันที่
๑  - ๒ ธันวาคมของทุกปี จะมีการจัดงานมหกรรมว่าวอีสาน ในงานจะมีการประกวดขบวนแห่ ๑๒ นักษัตร และการประกวดธิดาฟ้าอีสานจากสาวงามทั่วภาคอีสาน
๖. งานเครื่องเคลือบพันปี จัดขึ้นที่อำเภอบ้านกรวด ในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี เพื่อเป็นการอนุรักษ์ส่งเสริมศิลป วัฒนธรรม โบราณสถาน โบราณวัตถุ ในอำเภอบ้านกรวด

สถานที่น่าสนใจ
๑. วนอุทยานเขากระโดง เขากระโดงเป็นภูเขาไฟที่ดับแล้ว มีความสูง ๒๖๕ เมตร อยู่ห่างตัวเมือง ๖ กิโลเมตร ตามทางสายบุรีรัมย์-ประโคนชัย ทางหลวงหมายเลข ๒๑๙ มีพันธุ์ไม้พื้นเมืองน่าศึกษาหลายชนิด สามารถขับรถขึ้นไปจนถึงยอดเขาได้ ก่อนถึงยอดเขา มีสระน้ำซึ่งเชื่อกันว่าเป็นปากปล่องภูเขาไฟ บนยอดเขาเป็นลานกว้าง ประดิษฐาน "พระสุภัทรบพิตร" ซึ่งเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่คู่เมืองบุรีรัมย์ ใกล้เคียงกันมีซากโบราณสถานก่อด้วยศิลาแลง ปัจจุบันได้สร้างมณฑปครอบ และประดิษฐานพระพุทธบาทจำลองไว้ภายใน
๒. อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ตั้งอยู่ที่บ้านตาเป็ก ห่างจากตัวเมืองบุรีรัมย์ ๖๔ กิโลเมตร โดยใช้เส้นทางบุรีรัมย์-นางรอง ๕๐ กิโลเมตร แล้วแยกซ้ายอีก ๑๔ กิโลเมตร หรืออาจเดินทางไปอำเภอประโคนชัยจะมีทางแยกไปพนมรุ้งอีก ๒๑ กิโลเมตร โดยเส้นทางนี้ จะผ่านแยกเข้าปราสาทเมืองต่ำด้วย
๓. ปราสาทหินพนมรุ้ง ตั้งอยู่บนเขาพนมรุ้ง ซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับแล้ว เป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู และได้รับการดัดแปลงเป็นพุทธสถาน ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ มีการก่อสร้างต่อเติมกันหลายสมัย ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๕ จนถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ปราสาทพนมรุ้งหันไปทางทิศตะวันออก ประกอบด้วยอาคารและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่ตั้งเรียงรายขึ้นไปจากลาดเขาทางขึ้นจนถึงปรางค์ประธานบนยอด อันเปรียบเสมือนวิมานที่ประทับของพระศิวะ
๔. ปรางค์ประธาน มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมมณฑป เสากรอบประตู เสาติดผนัง ทับหลัง หน้าบัน ซุ้มชั้นต่างๆ ตลอดจนกลีบขนุนปรางค์ ล้วนสลักลวดลายประดับทั้งลวดลายดอกไม้ ใบไม้ ภาพฤาษี เทพประจำทิศ ศิวะนาฏราช ที่ทับหลังและหน้าบันด้านหน้าปรางค์ประธาน ลักษณะของลวดลายและรายละเอียดอื่นๆ ทำให้กำหนดได้ว่า ปรางค์ประธานพร้อมด้วยบันไดทางขึ้นและสะพานนาคราชสร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗
กรมศิลปากรได้ทำการซ่อมแซมและบูรณะปราสาทหินพนมรุ้ง โดยวิธีอนัสติโลซิส คือ รื้อของเดิมลงมาโดยทำรหัสไว้ จากนั้นทำฐานใหม่ให้แข็งแรง แล้วนำชิ้นส่วนที่รื้อรวมทั้งที่พังลงมากลับไปก่อใหม่ที่เดิมโดยใช้วิธีการสมัยใหม่ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งเปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๖.๓๐ น.
๕. ปราสาทหินเมืองต่ำ ตั้งอยู่ที่ตำบลจระเข้มาก จากปราสาทหินพนมรุ้งใช้เส้นทางไปประโคนชัยระยะทาง ๘ กิโลเมตร มีทางแยกขวาอีก ๕ กิโลเมตร ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างหลัก คือ ปรางค์อิฐ ๕ องค์ สร้างอยู่บนฐานเดียวกัน ก่อด้วยศิลาแลง ล้อมรอบด้วยกำแพงสองชั้น กำแพงชั้นในก่อด้วยหินทรายเป็นห้องแคบๆ ยาวต่อเนื่องกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมเรียกว่า ระเบียงคด กำแพงชั้นนอกเป็นกำแพงศิลาแลง กำแพงทั้งสองชั้นมีซุ้มประตูก่อด้วยหินทรายอยู่ในแนวตั้งตรงกันทั้ง ๔ ด้าน สลักลวดลายงดงาม ตั้งแต่หน้าบัน ทับหลัง และเสาติดผนัง เป็นภาพเล่าเรื่องในศาสนาฮินดูและลายพรรณพฤกษา
ระหว่างกำแพงชั้นในและกำแพงชั้นนอก เป็นลานกว้างปูด้วยศิลาแลง มีสระน้ำขุดเป็นรูปหักมุมตามแนวกำแพงอยู่ทั้ง ๔ มุม ขอบสระเป็นลำตัวนาค มีเศียรแผ่พังพานอยู่ที่มุมสระ นับเป็นปราสาทขอมที่สวยงามมากอีกแห่งหนึ่ง

สินค้าของที่ระลึก
ผ้าไหม ผ้าฝ้ายที่งดงามของพุทไธสง ปลาจ่อมอร่อยที่ประโคนชัย มะพร้าวเผา ขาหมูเลิศรสของนางรอง กุนเชียง และไก่ย่างลำปลายมาศ หัวผักกาดหวานอบน้ำผึ้งขนานแท้ดั้งเดิมของกระสัง และกุ้งอร่อยที่สตึก นักท่องเที่ยวสามารถหาซื้อสินค้าดังกล่าวได้จากร้านต่างๆ ในตัวเมือง



เมืองปราสาทหิน
ถิ่นภูเขาไฟ
ผ้าไหมสวย
รวยวัฒนธรรม
Ü  ตราจังหวัดบุรีรัรมย์
   รูปเทวดาร่ายรำ
Ü  ดอกไม้ประจำจังหวัด
   ดอกสุพรรณิกา
(ดอกฝ้ายคำ)
Ü  ต้นไม้ประจำจังหวัด
   ต้นกาฬพฤกษ์